ฝนหลวง
น้ำพระราชหฤทัย
เรื่องราวของฝนหลวงเริ่มต้นขึ้นในปี 2498 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปโดยรถไฟและรถยนต์พระที่นั่งเพื่อไปเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรที่เกิดจากปัญหาขาดแคลนน้ำทั้งทำการเกษตรและอุปโภคบริโภค
ในช่วงที่ขบวนเสด็จผ่านทางแยกกุฉินารายณ์ - สหัสขันธ์ ที่ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์นั้น ได้หยุดทรงเยี่ยมราษฎรและทรงมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรที่มาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เกี่ยวกับผลผลิตข้าว จึงได้ทรงทราบว่า ผลผลิตข้าวของราษฎรในท้องที่นั้น แทนที่จะเสียหายจากความแห้งแล้ง แต่กลับเสียหายเพราะน้ำท่วมมากกว่า หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความยากจนในหมู่ประชาชนในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น มีสาเหตุมาจากทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง
จุดนั้นเองได้เป็นต้นกำเนิดของแนวพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมและน้ำแล้ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำคัญที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน 2 เรื่อง นั่นคือ เรื่องฝายต้นน้ำลำธาร (Check dam) และฝนหลวง
ความสำเร็จของการทำฝนเทียม ทำให้ประเทศสิงคโปร์สนใจและส่งเจ้าหน้าที่มาดูงานด้านนี้ในประเทศไทย เมื่อปี 2515 แต่ในเวลานั้น ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ ติดภารกิจบัญชาการปฏิบัติการทำฝนเทียมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง จึงได้กราบบังคมทูลขอให้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงบัญชาการสาธิตด้วยพระองค์เอง เพราะนักวิทยาศาสตร์ของโครงการมีความชำนาญไม่เพียงพอ ซึ่งปรากฏว่าการปฏิบัติการฝนหลวงในคราวนั้น เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2515 ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่ประทับใจของทุกคน เพราะสามารถบังคับให้ฝนตกลงสู่เป้าหมายเหนืออ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งทรงกำหนดให้เป็นศูนย์กลางเป้าหมายปฏิบัติการได้อย่างแม่นยำภายในเวลาเพียง 5 ชั่วโมง หลังเริ่มลงมือปฏิบัติการ
จากเหตุการณ์ความสำเร็จเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2515 จึงทำให้รัฐบาลประกาศ ให้วันดังกล่าวเป็น “วันเทคโนโลยีไทย” และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย” เมื่อปี 2543 เป็นต้นมา
กล่าวสำหรับที่มาของคำว่า “ฝนหลวง” นอกจากคำว่า “ฝนเทียม” ซึ่งจำได้ง่ายแล้ว ประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชนยังใช้คำอื่นด้วย อาทิ “ฝนในหลวง” “ฝนหลวงพระราชทาน” แต่คำว่า “ฝนหลวง” ดูจะเป็นคำที่นิยมใช้กันมากที่สุด ดังจะเห็นได้จากในช่วงปี 2516 - 2517 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติการฝนเทียมในลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อช่วยเหลือราษฎรจากปัญหาน้ำเน่าที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมปรากฏว่าการทำฝนเทียมได้ช่วยเพิ่มน้ำสะอาดไล่น้ำเสียลงทะเล และช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในแถบนั้นได้เป็นอย่างดี นับเป็นข่าวที่ตื่นเต้นกันมาก หนังสือพิมพ์ได้พาดหัวข่าวโดยใช้คำว่า “ฝนหลวง” ทำให้คำดังกล่าวเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้างมากขึ้น
เมื่อรัฐบาลเห็นว่าคำดังกล่าวเป็นที่แพร่หลาย จึงมีมติคณะรัฐมนตรีให้ใช้คำว่า “ฝนหลวง” เป็นคำทางราชการ ในปี 2517 และเมื่อมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลรับผิดชอบโดยเฉพาะในปีต่อมาจึงใช้ชื่อว่า “สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง” สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนามาเป็น “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”
ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีฝนหลวงในประเทศต่าง ๆ ภายใต้ชื่อ “Weather Modification by Royal Rainmaking Technology” โดยทรงมีพระราชกระแสกับคณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตร ความว่า สิทธิบัตรนี้เป็นของคนไทย คนไทยเป็นคนทำคือพระองค์เอง และการทำฝนนี้ได้กุศล ให้ตั้งใจทำ เหมือนกับถวายสังฆทานเพราะการทำฝนนี้ไม่ได้ทำให้คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ
ฝน คือ น้ำ หลวง คือ “ในหลวง” ฝนหลวงจึงคือ น้ำพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ที่เกิดมาจากความรักความห่วงใยในราษฎรอย่างแท้จริง