ถึงประชาชนเหมือนลูก

 

 

ถึงประชาชนเหมือนลูก

     ย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ในปี 2488 ท่ามกลางเหตุสถานการณ์บ้านเมืองดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใย ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและทหารเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะราษฎรได้รับพระราชทานความช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ได้อยู่ดีกินดี ดังที่พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ อดีตองคมนตรี ได้เขียนเล่าไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำรัสว่า “หากปากท้องของเขาอิ่ม เขาก็จะไม่เป็นคอมมิวนิสต์”


     นอกจากเรื่องความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่สู้รบแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็ก ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว ที่ขาดแคลนโรงเรียนและขาดครูเข้าไปสอน โดยที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อสร้างอาคารเรียนแห่งแรกขึ้นที่บ้านหนองแคน ตำบลดงหลวง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ซึ่งในขณะนั้นมีราษฎรข้าราชการอำเภอนาแก และทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 2 ร่วมมือกันสร้างขึ้น


     โรงเรียนที่ก่อสร้างโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามว่า “โรงเรียนร่มเกล้า” นับเป็นโรงเรียนพระราชทานแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนับเป็นโรงเรียน “ร่มเกล้า” หลังแรกของประเทศไทย ที่ต่อมาได้มีการก่อสร้างโรงเรียนเพิ่มเติมเพื่อสนองพระราชดำริ ในพื้นที่สู้รบอีกหลายแห่ง อาทิ โรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดพิษณุโลก โรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดสระแก้ว โรงเรียนร่มเกล้าบ้านชมเจริญ จังหวัดเลย โรงเรียนร่มเกล้าเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โรงเรียนร่มเกล้า 2 จังหวัดตาก โรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดปราจีนบุรี โรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดมุกดาหาร และโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดบุรีรัมย์ 


     เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเรียนร่มเกล้าแห่งแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2516 นั้น นอกจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอุปกรณ์การศึกษาและสิ่งของแก่ครูใหญ่ เพื่อนำไปแจกจ่ายนักเรียนแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมหน่วยรบเฉพาะกิจ กองพันทหารราบ กรมผสมที่ 23 ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่ภูพานน้อย อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม นับเป็นการเยี่ยมเยียนหน่วยทหารในพื้นที่สู้รบเป็นครั้งแรก และในครั้งนั้นได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับพันเอกอาทิตย์ กำลังเอก (ยศทหารในขณะนั้น) อดีตผู้บังคับการกรมผสมที่ 23  และพันโทพิศิษฐ์ เหมะบุตร (ยศทหารในขณะนั้น) อดีตผู้บังคับกองพันทหารราบกรมผสมที่ 23 ในขณะนั้นที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จเป็นความว่า “ขอให้คิดถึงประชาชนเหมือนลูก ขอให้ทหารช่วยดูแลประชาชน นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในการป้องกันประเทศ”


     พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีรับสั่งว่า “ขอให้คิดถึงประชาชนเหมือนลูก” เป็นคติการปกครองของไทยที่มีมานับตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยประชาชนนับถือพระเจ้าแผ่นดินเยี่ยงบิดาหรือเรียกกันว่า “พ่อขุน” เช่นเดียวกับพระราชกระแสรับสั่งข้างต้นที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเปรียบประชาชนเสมือนลูกเฉกเช่นเดียวกับสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ไทยในอดีต แนวพระราชดำริในการพัฒนาด้านต่าง ๆ จึงเป็นพระราชดำริในการสร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่บรรดาลูก ๆ เพื่อให้ลูก ๆ เติบโตอย่างเข้มแข็งแกร่งกล้า พอเพียงที่จะเลี้ยงตัวเองได้สืบไป